เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ปราการหลังตัวกลางสุดแข็งแกร่งชาวดัตช์

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ สุดยอดกองหลังแห่งยุค  ถ้าไม่ได้พูดถึงก็คงจะเป็นไม่ได้แล้วตอนนี้ เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของลิเวอร์พูล ตำแหน่งกองหลัง และยังได้รับการขนามนามว่า ” นักเตะระดับเทพ ” ประจำพรีเมียร์ลีก” ประจำฤดูกาล 2018-2019 พร้อมกับยึดครองสถิติกองหลัง ที่มีค่าตัวแพงสุดในโลกเลยก็ว่าได้ และด้วยสามารถและค่าตัวสุดโหดของเขา ทำให้เหล่าบรรดาแฟนคลับชาวลูกหนังต้องรู้จักเขาในตอนนี้

ฟาน ไดค์ หรือในชื่อเต็มๆว่า เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ปี 1991 เป็นชาวหนุ่มเมืองเบรด้า ประเทศเนเธอร์แลนด์ ฟาน ไดค์ เริ่มเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆ โดยเขาเป็นนักเตะที่มีรูปร่าง สูงใหญ่ ทำให้เขาโดนจับไปเล่นกองหลังตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา เพราะนอกจากจะมีรูปร่างที่สูงใหญ่แล้ว เขายังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย

หลังจากที่เล่นฟุตบอลเยาวชนท้องถิ่นมานาน ฟาน ไดค์ ก็เข้าสู่ทีมเยาวชนของ วิลเลม ทเว และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังของเขาอย่างจริงจัง การมาที่วิลเลม ทเว ทำให้เขาได้เพิ่มความสามารถอย่างน่าทึ่ง และเขาได้มีโอกาสย้ายเข้ามาเล่นในสโมสรโกนิงเกนในปีต่อมา และเพียงในระยะเวลาแค่ปีเดียวที่ได้เล่นให้กับเยาวชนโกนิงเกน เขาก็ได้ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ของสโมสรทันที ด้วยวัย 20 ปี ซึ่งเขาก็ใช้เวลาไม่นาน ได้ขึ้นมาเป็นกองหลังตัวหลักของสโมสร

ซีซั่นแรกแบบเต็มตัวของ ฟาน ไดค์ ก็คือฤดูกาล 2011 – 2012 เขาได้ลงสนามให้กับทีม 24 นัด รวมทุกรายการ และยิงได้ 3 ประตู ฤดูกาล 2012 – 2013 กลายเป็นซีซั่นสุดท้ายกับสโมสรโกนิงเกน เขาได้ลงสนามครบทุกนัดในเกมลีก และลงเล่นทุกรายการไป 37 นัด จนทำให้เขากลายเป็นที่ยกย่อง หนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุด

โดยฟอร์มที่ร้อนแรงของ ฟาน ไดค์ ทำให้มีข้อเสนอมากมายจากหลายหลายทีมยุโรปจนทำให้เขาโดนทีมดังจากประเทศสก็อตแลนด์ อย่าง เซลติก ดึงตัวมาเข้าร่วมกองทัพทันทีด้วยค่าตัวที่ 2.6 ล้านปอนด์ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2013 และเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 4 ปี

ฟาน ไดค์ ประลองค้าแข้งครั้งแรกให้กับต้นสังกัดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2013 โดยถูกนำส่งลงไปเล่นในช่วง 13 นาทีสุดท้ายของเกมนัดนี้ ในศึกที่ เซลติก เอาชนะ อเบอร์ดีน ไปได้ 2-0 ก่อนที่ในสัปดาห์ต่อมา ฟาน ไดค์ จะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมที่ เซลติก เปิดบ้านรับการมาเยือนของ อินเวอร์เนสส์ และผลจบลงด้วยการเสมอกันไปที่ 2-2

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2013 ฟาน ไดค์ ก็ได้คว้าชัยชนะที่ทำประตูแรกของเขาในสีเสื้อ เซลติก ได้สำเร็จด้วยลีลาการโหม่ง ช่วยให้ทีมเอาชนะ รอสส์ เคาน์ตี้ ไปได้ 4-1 ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็สามารถทำประตูที่นำไปอีกลูกซึ่งเป็นลูกที่น่าจดจำเมื่อ 26 ธันวาคม หลังจัดการโซโล่เดียวเข้าไปทำประตูให้กับทีมได้สำเร็จและพาทีมเอาชนะ เซนต์ จอห์นสโตน ไปได้ และในฤดูกาลแรกกับที่นี่เท่านั้นเขาก็ติดเป็น 1 ในทีมยอดเยี่ยมของลีก สก็อตแลนด์

เปิดฉากการประลองสนามในฤดูกาลที่ 2 ฟาน ไดค์ กลายมาเป็นตัวสำคัญให้กับ เซลติก อย่างเต็มตัว และได้ปะทะกับสุดยอดทีมมากขึ้นในบอลยุโรป ซึ่งในการลงค้าแข้งในครั้งนี้กับ อินเตอร์ มิลาน เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2015 ฟาน ไดจ์ค ดันถูกไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 36 ของเกมหลังไปทำฟาล์วใส่ เมาโร อิคาร์ดี้ ในเกม ยูโรป้า ลีก และทำให้ทีมแพ้ไป 0-1 แต่ถึงอย่างไรด้วยความแข็งแกร่งของเขา ฟาน ไดจ์ค ก็ยังได้รับความสนใจจากหลายต่อหลายทีมในยุโรปเช่นเดิม

1 กันยายน 2015 ฟาน ไดจ์ค ตัดสินใจถึงอนาคตของเขาด้วยการย้ายมาค้าแข้งในศึก พรีเมียร์ลีก ของ อังกฤษ โดยย้ายมายังถิ่น ”นักบุญ” เซาแธมป์ตัน ด้วยค่าตัวที่สูงอย่าง 13 ล้านปอนด์ เลยทีเดียว และยังตัดสินใจเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 5 ปี เขาลงสนามเล่นเกมนัดแรกกับกองทัพ ”นักบุญ” เมื่อวันที่ 12 กันยายน ซึ่งในเกมที่ เซาท์แธมป์ตัน บุกขึ้นมาตีเสมอกับ เวสต์บรอมวิช มา 0-0

โดยประตูแรกของเขาใน พรีเมียร์ลีก ถือว่ารอไม่นานเลยหลังลงเล่นไปเพียง 3 เกมเท่านั้นก็สามารถเปิดซิงประตูแรกได้แล้ว ในเกมที่ เซาแธมป์ตัน เปิดบ้านเอาชนะ สวอนซี ไปได้ 3-1 ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็กลายมาเป็นตัวหลักให้กับ เซาแธมป์ตัน มาตลอดจนเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2016

เวอร์จิล ฟาน ไดค์
เวอร์จิล ฟาน ไดค์

ด้วยความสามรถที่เก่งและแข็งแกร่ง เลยทำให้ฟาน ไดค์ ตกเป็นเป้าหมายของสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป  ก่อนที่จะเป็นทางหงส์แดง ลิเวอร์พูล คว้าตัวเขามาร่วมทีมได้สำเร็จด้วยการเป็นกองหลังค่าตัวสถิติโลก  หลังจากที่ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล เขาเป็นสุดยอดของกองหลังของลีกที่ทำให้กองหน้าของทีมตรงข้ามต้องพบกับความยากลำบาก  และเมื่อจบฤดูกาล ฟาน ไดจ์ค เป็นผู้คว้ารางวัล PFA หรือ นักเตะยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018-2019 ไปครอง หากมองในรายชื่อผู้ท้าชิงในรางวัลนี้ ต้องบอกว่าสุดยอดมาก มีตั้งแต่ กุน อเกวโร่, เอเดน อาซา, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และเพื่อนร่วมทีมอย่าง ซาดิโอ มาเน่ อีกด้วย ผู้ท้าชิงทั้งหมด 5 คนแล้วแต่ละคนก็เป็นแนวรุกที่ดุเดือดทั้งหมดก็ว่าได้ มีเพียงแต่หนุ่มหล่ออย่าง ฟาน ไดจ์ค เท่านั้นที่เป็นกองหลังแต่เพียงผู้หนึ่งเดียว และด้วยความสามารถที่มีอยู่ของเขาจึงคว้ารางวัลความสำเร็จส่วนตัวมาครองได้สำเร็จ

รู้แบบแล้วคงต้องขอคารวะสุดยอดจอมนักเตะระดับโลกจริงๆ ทั้งด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวามาตลอดทั้งฤดูกาล ช่วยให้เกมรับของลิเวอร์พูลเหนียวแน่นขึ้นทันตาเห็น พร้อมกับอยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์และเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ในทุกๆ รายการอีกด้วย

Histats.com © 2005-2019 - GDPR: tracker policy -Integrate your policy - this website PRIVACY POLICY - Check/do opt-out